รายงานศูนย์วิจัยทองคำ ประจำเดือนพฤษภาคม 2556


ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ (Gold Price Sentiment Index) ประจำเดือนพฤษภาคม 2556
การจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือนพฤษภาคม
2556 พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ (Gold
Price Sentiment Index) ที่เก็บจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน
596 ตัวอย่างแบ่งเป็นผู้ลงทุนทองคำ 495 ตัวอย่าง และผู้ค้าทองคำ 101 ตัวอย่าง
อยู่ที่ 45.50 จุด สะท้อนมุมมองในเชิงลบต่อราคาทองคำเดือนพฤษภาคมโดยลดลงจากเดือนเมษายนจากระดับ
52.84 จุด
แต่ที่น่าสังเกตคือดัชนีความเชื่อมั่นเมื่อแยกรายกลุ่มระหว่างนักลงทุนและกลุ่มผู้ค้าแล้วดัชนีคามเชื่อมั่นในเดือนพฤษภาคมมีความแตกต่างกัน
โดยกลุ่มผู้ลงทุนอยู่ที่ระดับ 43.54 จุด และกลุ่มผู้ค้าอยู่ที่ระดับ 57.52 จุด
ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าในช่วงการอ่อนตัวของราคาในเดือนเมษายนกระทบต่อระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนมากกว่า
ขณะกลุ่มผู้ค้าอาจจะเชื่อว่าราคาจะมีการฟื้นตัวโดยมีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาท
วิกฤติหนี้ยูโรโซน และการเก็งกำไร เป็นปัจจัยสำคัญที่กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าจะกระทบต่อราคาทองคำในประเทศในเดือนพฤษภาคม
ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในช่วงสามเดือนข้างหน้า
ทั้งกลุ่มนักลงทุน และกลุ่มผู้ค้าทองคำยังคงมีมุมมองเชิงบวกแต่ลดลงจากเดือนเมษายน
โดยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในช่วงสามเดือนข้างหน้ารวมลดลงจากเดือนมีนาคมร้อยละ
12.82 เป็นการลดลงต่อเนื่องสองเดือนติดต่อกัน ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ (Gold Price Sentiment Index) ในช่วงสามเดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 56.72 จุด
แยกเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนดัชนีอยู่ที่ระดับ 54.86 จุด กลุ่มผู้ค้าอยู่ที่ระดับ 66.22
จุด ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในช่วงสามเดือนข้างหน้ายังสะท้อนมุมมองในเชิงบวกแต่กลุ่มตัวอย่างเริ่มมีความเชื่อมั่นลดลงจากเดือนก่อน
ด้านปัจจัยในช่วงสามเดือนข้างหน้ากลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักกับการเก็งกำไร
ค่าเงินบาทและวิกฤติหนี้ยุโรปเป็นประเด็นสำคัญตามลำดับ
จากคำถามว่ากลุ่มตัวอย่างจะซื้อทองคำในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้าหรือไม่
ผลปรากฏว่า 41.95% ของกลุ่มตัวอย่างคิดว่าจะซื้อทองคำในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า
ขณะที่ 31.85% คาดว่าจะไม่ซื้อทองคำในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า และ 26.20% ไม่แน่ใจว่าจะซื้อทองคำหรือไม่
ซึ่งจะเห็นค่าค่อนข้างกระจายตัวสะท้อนความไม่แน่ใจที่มีต่อตลาดในอนาคตโดยสรุปพบว่าความเชื่อมั่นที่มีต่อราคาทองคำในประเทศในช่วงเดือนพฤษภาคม
2556 ค่อนข้างเป็นเชิงลบโดยเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุน ขณะกลุ่มผู้ค้าคาดว่าราคาฟื้นตัวในช่วงเดือนพฤษภาคม
แต่มีความไม่แน่นอนเรื่องค่าเงินบาทเป็นประเด็นสำคัญ ขณะที่ในระยะสามเดือนข้างหน้าคาดว่าราคาจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แต่ระดับความเชื่อมั่นลดลงจากการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม
โดยมีปัจจัยเรื่องการเก็งกำไร ค่าเงินบาท
และปัญหาหนี้ยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในช่วงสามเดือนข้างหน้า

ด้านปัจจัยที่กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าจะกระทบราคาทองคำในประเทศในช่วงหนึ่งและสามเดือนข้างหน้าพบว่ากลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักเกี่ยวข้องกับราคาในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้ากับค่าเงินบาท
วิกฤติหนี้ยุโรปและเก็งกำไรเป็นสำคัญ โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่มีการให้น้ำหนักถึงร้อยละ
53.36 ของผู้ตอบ
สะท้อนความวิตกที่มีต่อความผันผวนของค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาและไม่แน่ใจต่อแนวทางของค่าเงินบาทในระยะต่อไป
ส่วนวิกฤติหนี้ยุโรปยังเป็นปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญโดยมีการให้น้ำหนักร้อยละ
47.82 ส่วนประเด็นความต้องการทองคำที่หนุนราคาในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมามีการให้น้ำหนักร้อยละ
34.73
หมายความว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมต่อความต้องการทองคำเชื่อว่าจะลดลง
ด้านปัจจัยที่คาดว่าจะมีผลกระทบต่อราคาทองคำในช่วง 3
เดือนข้างหน้าพบว่ากลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับการเก็งกำไรมาเป็นอันแรกมีการให้น้ำหนักร้อยละ
50.35 และค่าเงินบาทเป็นอันดับสองร้อยละ 49.65
จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน
596 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุน 495 ตัวอย่าง และผู้ค้าทองคำ 101 ตัวอย่าง
พบว่า 41.95%
ของกลุ่มตัวอย่างคิดว่าจะซื้อทองคำในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า ขณะที่ 31.85%
คาดว่าจะยังไม่ซื้อทองคำในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า และอีก 26.20%
ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อทองคำหรือไม่ในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า
ซึ่งจะเห็นว่าผลค่อนข้างกระจายตัวสะท้อนความไม่มั่นใจในราคาทองคำในช่วงเดือนพฤษภาคม
บทสรุปความคิดเห็นผู้ค้าทองคำ (Gold Trader Consensus) ประจำเดือนพฤษภาคม 2556

ด้านบทสรุปความคิดเห็นผู้ค้าทองคำประจำเดือนพฤษภาคม
2556 มีมุมมองที่ใกล้เคียงกันโดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองคำ
ผู้ค้าส่งทองคำ
ประธานชมรมค้าทองคำและผู้ประกอบกิจการนายหน้าการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ
จำนวน 16 ตัวอย่าง คาดว่าราคาทองคำในประเทศในเดือนพฤษภาคมจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคาทองคำในเดือนเมษายนโดยมีกลุ่มตัวอย่างคาดว่าราคาทองคำในประเทศในเดือนพฤษภาคมจะใกล้เคียงกับราคาทองคำในเดือนเมษายนจำนวน
11 ตัวอย่าง จาก 16 ตัวอย่างกรอบสูงสุดที่กลุ่มตัวอย่างคาดไว้ระหว่าง 1,480-1,560 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์
แต่มีความถี่หนาแน่นบริเวณ 1,480-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ กรอบการเคลื่อนไหวต่ำสุดให้น้ำหนักระหว่าง
1,300-1,440 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ โดยมีค่าความถี่หนาแน่นอยู่บริเวณ 1,380-1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศ (ความบริสุทธิ์
95.50%) กลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักราคาสูงสุดระหว่าง 20,500-21,900
บาทต่อหนึ่งบาททองคำ และมีค่าความถี่หนาแน่นในช่วง 20,900-21,100
บาทต่อหนึ่งบาททองคำ กรอบการเคลื่อนไหวต่ำสุดกลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักระหว่าง
18,900-20,500 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ โดยมีค่าความถี่หนาแน่นในช่วง 19,300-19,500
บาทต่อหนึ่งบาททองคำ
โดยมีความต้องการทองคำในตลาดโลกโดยเฉพาะเอเชียและการผ่อนคลายนโยบายเป็นปัจจัยบวกต่อราคา
ขณะที่ปัจจัยเชิงลบมีการขายของกองทุน การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
และค่าเงินบาทเป็นประเด็นสำคัญ ที่น่าสังเกตคือกลุ่มตัวอย่างไม่มีความกังวลถ้าค่าเงินบาทจะปรับตัวแข็งค่าแต่ไม่อยากให้มีความผันผวนมาก
บทสรุปด้านราคาทองคำในตลาดโลก
กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าราคาทองคำในตลาดโลกโดยรวมน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ
1,300 – 1,560 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ โดยกรอบการเคลื่อนไหวด้านล่างกลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักระหว่าง
1,300-1,440 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ โดยมีค่าความถี่หนาแน่นอยู่บริเวณ 1,380-1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่กรอบด้านบนกลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักระหว่าง 1,480-1,560 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์
และมีค่าความถี่หนาแน่นอยู่บริเวณ 1,480-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บทสรุปด้านราคาทองคำแท่งในประเทศ
(ความบริสุทธิ์ 96.50%)
กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าราคาทองคำแท่งในประเทศ
(ความบริสุทธิ์ 95.50%) น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 18,900– 21,900
บาทต่อหนึ่งบาททองคำ โดยกรอบการเคลื่อนไหวด้านล่างกลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักระหว่าง
18,900-20,500บาทต่อหนึ่งบาททองคำ โดยมีค่าความถี่หนาแน่นในช่วง 19,300-19,500
บาทต่อหนึ่งบาททองคำขณะที่กรอบด้านบนกลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักระหว่าง 20,500-21,900
บาทต่อหนึ่งบาททองคำและมีค่าความถี่หนาแน่นในช่วง 20,900-21,100
บาทต่อหนึ่งบาททองคำ