Blog

ไม่เคยหมดยุคทองในอินเดีย

PDFPrintE-mail

ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน

                สวัสดีครับ กว่าหนึ่งเดือนแล้วนะครับหลังจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของตลาดทองไทย ที่ราคาปรับตัวลดลงวันเดียวกว่า 2,400 บาท ต่อทองคำแท่งน้ำหนักหนึ่งบาท แม้จะมีการฟื้นตัวขึ้นมาบ้างในช่วงปลายเดือนก่อนแต่ท้ายสุดก็กลับมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 20,000 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ ทำเอานักเล่นทองในประเทศหลายท่านเริ่มถอดใจเพราะคิดว่าจะเป็นขาลงสำหรับทองคำ ผสมโรงกับข่าวเชิงลบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตรการ QE การย้ายเงินเข้าตลาดหุ้น รวมไปถึงการขายทองของกองทุนขนาดใหญ่อย่าง SPDR ที่ผมเชื่อว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของพวกเราไม่รู้ว่ามันย่อมาจากอะไร แต่เอาเถอะครับโดยรวมก็อาจจะสรุปได้ว่าระยะนี้สำหรับนักลงทุนในประเทศนั้นทองคำอาจจะไม่ได้เจิดจรัสเหมือนแต่ก่อน แม้จะเป็นเช่นนั้นผมก็ยังเห็นการตื่นตัวของนักลงทุนทองรวมถึงความสนใจของสื่อที่ทำให้ทองคำยังอยู่ในกระแส ทำให้ทุกครั้งที่มีการปรับตัวขึ้นลงแรง ๆ ทองคำก็จะกลับมาเป็น talk of the town ได้ทุกครั้งไป เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความผูกพันและสนใจโลหะสีเหลืองนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย แต่ถ้านับชนชาติที่นิยมทองคำสูงสุดนั้นคงไม่มีชาติใดเกินอินเดีย ดังนั้นวันนี้ผมจึงขอกล่าวถึงดินแดนต้นกำเนิดพุทธศาสนา เรื่องราวมหาภารตะ และผู้บริโภคทองคำหมายเลขหนึ่งอย่างอินเดียครับ
                อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากจีน (ประมาณ 1,240 ล้านคน) แม้จะเป็นประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยแต่ด้วยวัฒนธรรมที่มีความผูกพันกับทองคำทำให้อินเดียมีสัดส่วนในการบริโภคทองคำสูงที่สุดในโลก และการอ่อนตัวลงของราคาทองคำในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาก็เป็นการกระตุ้นการบริโภคทองคำในอินเดียได้เป็นอย่างดี โดยไตรมาสแรกของปีการบริโภคทองคำในภาคเครื่องประดับของอินเดียโตขึ้น 27% (year-on-year) ขณะที่จีนเติบโต 20% (year-on-year) สะท้อนแรงซื้อที่กลับมา ซึ่งจากการรายงาน “Gold Demand Trends – First quarter 2013” ของ World Gold Council กล่าวว่ามีการสะสมเข้ามาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยเป็นการซื้อเพื่อเตรียมก่อนช่วงเทศกาลแต่งงานในไตรมาส 2 ขณะที่การซื้อทองคำเพื่อการลงทุนในอินเดียโตขึ้นถึง 52% ในไตรมาสแรก จะเห็นได้ว่าความต้องการทองคำของอินเดียนั้นมีการเติบโตขึ้นตามการผกผันของราคาทองคำที่ต่ำลง นอกจากนี้ประเด็นเรื่องการซื้อตามเทศกาลก็ถือว่ามีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของคนอินเดีย
                                                                      alt
              Credit: http://www.lonelyplanet.com
                เทศกาลสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อทองคำที่น่าสนใจมีอยู่สองเทศกาลครับ เทศกาลแรกคือเทศกาลแต่งงานที่ชาวอินเดียนิยมให้สินสอดกันเป็นทองคำรูปพรรณ นอกจากนี้ยังมีการใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับเจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วยยอดการแต่งงานปีละหลายล้านคู่ทำให้ความต้องการทองคำมีจำนวนมาก อีกเทศกาลคือเทศกาลดีวาลี (Diwali) หรือเทศกาลแห่งแสงที่ชาวอินเดียนิยมซื้อของกำนัลให้แก่คนในครอบครัว ซึ่งมักจะเป็นอัญมณีและเครื่องประดับทำให้มีความต้องการทองคำเข้ามาในช่วงดังกล่าวเช่นกัน โดยเทศกาลดีวาลี (Diwali) จะมีในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งทั้งสองเทศกาลที่กล่าวมาก็มักจะมีการนำมาในการพูดถึงประกอบการวิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำใกล้เคียงกับเทศกาลตรุษจีนนั่นเอง
แม้ว่าทุกวันนี้ทิศทางราคาทองคำไม่ได้ถูกกำหนดด้วย Demand – Supply ที่เกิดในตัว physical gold มากนักเนื่องจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายมากกว่ามาก แต่การเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคของชาติที่มีการซื้อขายทองคำจำนวนมากก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมทองคำรวมถึงผู้ลงทุน
 
โดย กมลธัญ  พรไพศาลวิจิต
ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์  บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด
 
 
 

Abenomics สะท้อน Keynesian never die

PDFPrintE-mail

ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน

               สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ท่ามกลางกระแสตลาดทุนที่ร้อนแรง หลายตลาดทำสถิติสูงสุดใหม่แทบจะทุกวันที่เปิดทำการ แต่ที่ตลาดที่น่าจับตาที่สุดคงไม่มีตลาดหุ้นที่ใดเกินญี่ปุ่น เพียงกว่า 5 เดือนแรกของปีดัชนี Nikkei 225 Index ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 47% เทียบดัชนีปิดในช่วงปลายปี พ.ศ. 2555 เรียกว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยดูเล็กน้อยไปเลย แม้ตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกันก็ปรับตัวขึ้นกว่า 15% การปรับตัวขึ้นของตลาดทุนเป็นผลมาจากหลายสาเหตุด้วยกันครับ แต่ที่ดูจะส่งผลค่อนข้างมากคือมาตการทางการเงินแบบผ่อนคลายซึ่งประเทศพัฒนาเดินหน้าทำกันอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่างัดกันทุกเครื่องมือที่มี เท่าที่คิดได้ออกมาใช้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเชื่อว่าหลายท่านคงจะได้ยินคำศัพท์ใหม่ ๆ จำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น Quantitative easing, Operation twist, Long-term refinancing operation ฯลฯ ส่วนคำที่ผมจะขยายความในวันนี้คือคำว่า Abenomics ซึ่งไม่ได้เป็นตัวมาตรการแต่อย่างใดแต่เป็นคำเรียกนโยบายในการฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งนำเสนอโดยนายชินโซะ อาเบะ จึงเรียกว่า Abe-nomics แนวนโยบายนี้ประกอบไปด้วยส่วนย่อย ๆ หลายส่วนครับขอขยายความดังนี้
 
                                                                           alt
                            Credit: http://img.scoop.it

                หลายท่านที่คิดว่า Abenomics หมายถึงการอัดฉีดเงินเข้าซื้อพันธบัตรคล้าย ๆ กับ QE ของ FED เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วกลับมีรายละเอียดมากกว่านั้น โดยอาจจะแบ่งเป็นได้สามส่วนหลักดังนี้ ประการแรกคือการเพิ่มฐานเงิน หรือเพิ่มปริมาณเงินในระบบนั่นเอง โดยจะเป็นการเพิ่มอย่างไม่จำกัดจำนวนเพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ซึ่งญี่ปุ่นประสบภาวะเงินฝืดมานานกว่า 20 ปี (มาตรการนี้เริ่มใช้เมษายนที่ผ่านมา) รูปแบบการดำเนินนโยบายแบบนี้ก็คือการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินนั่นเอง ซึ่งญี่ปุ่นมีทางเลือกในการนำเครื่องมือทางการเงินอื่นมาใช้อย่างจำกัด กล่าวคืออัตราดอกเบี้ยซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางการเงินหนึ่งปัจจุบันก็อยู่ในระดับใกล้ศูนย์ ขณะอัตราผลตอบแทนในตลาดก็ถือว่าต่ำมากอยู่แล้ว ประการที่สองคือการทุ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจที่วัดการเติบโตจาก GDP ประกอบด้วยสี่ส่วนหลัก คือ การบริโภค (consumption) การลงทุน (investment) นำเข้า – ส่งออก สุทธิ์ (import – export) และ การใช้จ่ายภาครัฐ (government spending) ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง การลงทุนต่ำ การบริโภคไม่เติบโต การกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสิ่งที่จำเป็น (แนวคิด  Keynesian) นอกจากสองวิธีที่ใช้ร่วมกันด้านบนแล้ว นโยบายของนายอาเบะยังเน้นที่จะกระตุ้นภาคเอกชนให้เกิดการลงทุนโดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประชาสัมพันธ์ให้ รวมถึงการผลักดันค่าตอบแทนพนักงานให้สูงขึ้น เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มตัว และที่สำคัญผลที่เกิดขึ้นก็เป็นไปอย่างที่ต้องการ โดยค่าเงินเยนมีการอ่อนค่าลงอย่างมากหลังใช้มาตรการแน่นอนว่าการส่งออกก็ฟื้นตัว แม้จะมีผลกระทบจากต้นทุนที่นำเข้าแต่โดยรวมถือว่าให้ผลเชิงบวกกับเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า  GDP ในไตรมาสหนึ่งของญี่ปุ่นเติบโต 0.9% ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจสูงขึ้น กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ตลาดหุ้นบวกสดใส ถ้าวัดผลความสำเร็จในระยะสั้นถือว่า Abenomics ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ในระยะยาวอาจจะต้องวัดผลกัน อย่างไรก็ดีความสำเร็จที่เกิดขึ้นจาก Abenomics อาจจะเป็นการสะท้อนว่าวิถีทางแบบ Keynesian ที่กล่าวว่ารัฐควรแทรกแซงเศรษฐกิจในยามที่กำลังประสบปัญหาอาจจะยังคงเป็นแนวคิดที่ไม่เก่าจนไป แม้จะมีการวิพากถึงผลที่ตามมา ขณะที่การประชุม G7 ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีชาติใดทัดทานญี่ปุ่นถึงการผ่อนคลายนโยบายขนาดใหญ่ที่ทำให้ญี่ปุ่นได้เปรียบเรื่องค่าเงินเลย นั่นอาจจะหมายความว่าแนวคิดนี้อาจจะยังถูกนำมาใช้ต่อไปในชาติพัฒนาหรือไม่ ล่าสุดมีการกล่าวว่าควรหรือไม่ที่ยูโรโซนจะเปลี่ยนนโยบายรัดเข็มขัดมาใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่ญี่ปุ่นทำเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ ลองคิดภาพว่าเป็นเช่นนั้นจริงเราคงเห็นสภาพคล่องอีกจำนวนมากไหลเข้าสู่เศรษฐกิจโลก ราคาหุ้นที่หลายท่านกล่าวว่าแพงในเวลานี้ก็อาจจะทุบสถิติกันต่อไป
 
ส่วนคำถามว่าราคาทองคำนั้นจะได้รับผลกระทบในแง่มุมใด ทั้ง ๆที่ ในช่วงกว่า 4 ปี ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวขึ้นเมื่อมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะ QE ของสหรัฐฯ แต่ครั้งนี้อาจจะต่างไปครับ เนื่องจากตลาดทุนดูจะได้รับอนิสงค์แรงกว่า นั้นหมายความว่าโอกาสจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้นน่าจะมีมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น (หรือถ้ายูโรโซนทำในอนาคต) จะทำให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นในเชิงเปรียบเทียบ ก็จะเป็นผลที่ไม่ดีนักกับราคาทองคำ วันนี้ลากันไปก่อนครับ
 
โดย กมลธัญ  พรไพศาลวิจิต
ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด

 
 

ประวัติศาสตร์ 12 ปีขาขึ้นทอง

PDFPrintE-mail

ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน

สวัสดีครับ ช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินเรื่องการจบรอบขาขึ้น 12 ปี ของราคาทองคำ มีการคาดการณ์กันว่าราคาจะเข้าสู่ช่วงขาลง และอาจจะซบเซากันไปพักใหญ่ ซึ่งในประเด็นหลังผมว่าเราคงต้องรอดูกันว่าจะพักตัวยาวนานเพียงใด แต่สิ่งที่เป็นเรื่องจริงคือราคาทองคำอยู่ในช่วงขาขึ้นมากว่า 12 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ซึ่งสมัยนั้นราคาทองคำอยู่ประมาณบาทละ5,000 กว่าบาท ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกเคลื่อนไหวใกล้ 250-300 เหรียญต่อออนซ์ 12 ปีหลังจากนั้นราคาทองคำมีผลตอบแทนเป็นบวกติดต่อกันมากน้อยต่างกรรมต่างวาระ แต่เรียกได้ว่าถือไว้ยังไงก็ได้กำไร โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดในเดือนกันยายน ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554) ที่ประมาณ 1,920 เหรียญต่อออนซ์ หรือประมาณ 28,850 (เทียบราคาขายออก) หรือเมื่อคำนวณเป็นผลตอบแทนในช่วง 12 ปี สูงถึงประมาณ 477% ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตลาดทองคำคึกคักเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ทีเดียว ดังนั้นวันนี้ผมจึงขอย้อนอดีตเพื่อให้เราเข้าใจการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วง 12 ปี โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ ๆ ดังนี้ครับ

 
ช่วงที่ 1 เติบโตตามเศรษฐกิจโลก ราคาทองคำในตลาดโลกทรงตัวในกรอบไม่สูงมากในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 250-300 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์โดยประมาณ แต่หลังจากวิกฤติดอทคอมในช่วงปี ค.ศ. 2001 ราคาทองคำก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นเหนือระดับ 300 เหรียญต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังฟื้นตัวจากวิกฤติแต่ละประเทศมุ่งเน้นที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยตลอดช่วงปี ค.ศ. 2001-2008 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกเฉลี่ย 8 ปีเมื่อวัดจาก GDP อยู่ราว ๆ 1.66% โดยเฉพาะในช่วงปี ค.ศ. 2004-2007 เติบโตสูงกว่าระดับ 2% ต่อเนื่อง ในตลอดช่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกราคาสินทรัพย์ปรับตัวขึ้นตามลำดับตลาดการลงทุนเริ่มกลับมาคึกคัก ดัชนีตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็ปรับตัวขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ทองคำซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งมีการปรับตัวขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกนัยก็เติบโตไปพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อ ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเติบโตของกองทุนอย่างต่อเนื่องทำให้การซื้อขายสินทรัพย์ในตลาดเป็นไปอย่างอู้ฟู่มีเม็ดเงินไหลเข้าออกจำนวนมาก ช่องทางการลงทุนถูกพัฒนาทำให้ยิ่งเอื้อต่อการลงทุนและเก็งกำไร อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการลดลงของ FED Fund rate หรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ที่ลดลงตั้งแต่ในช่วงปี ค.ศ.2000 ทำให้ยิ่งเป็นการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน โดยอัตราดอกเบี้ยลดลงจาก 6.5% สู่ระดับ 1% ในช่วงปี ค.ศ. 2004 การเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงแต่ราคาทองคำและตลาดหุ้นเท่านั้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันจนท้ายสุดก็นำไปสู่ฟองสบู่ที่เราเห็นกันในช่วงปลายปี ค.ศ. 2008
 
alt 
                                                        Credit: board.postjung.com
 

ช่วงที่ 2 ตื่นตระหนกหลังวิกฤติ หลังวิกฤติ Subprime ในปี ค.ศ. 2008 ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงอย่างมากเทียบสกุลเงินหลักขณะที่ FED ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FED Fund rate) ถูกลดลงอีกครั้งสู่ระดับต่ำสุด 0.25% นอกจากนี้เพื่อให้เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว FED ออกนโยบายเพิ่มสภาพคล่องหรือมาตรการ QE1, 2 และล่าสุด 3-4 ทำให้ปริมาณเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ในระบบเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อวัดจาก M2 มีการปรับขึ้นสูงกว่า 10 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ขณะงบดุลของ FED สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์มากกว่า 3 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ จากนโยบายการเงินเช่นนี้ถือเป็นการกระตุ้นราคาทองคำอย่างมาก ประกอบกับการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงภาวะที่ตลาดอื่นซบเซา จะเห็นว่าหลังวิกฤติตลาดหุ้นสหรัฐฯ อ่อนตัวลงอย่างมากสวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ในช่วงปี ค.ศ. 2009 – 2012 เป็นช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นเร็วที่สุด จากช่วงต้นปี ค.ศ. 2008 ราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 1,000 เหรียญ กลับขึ้นมาเคลื่อนไหวสูงกว่า 1,300 เหรียญ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2011และเพียงไม่กี่เดือนก็ขึ้นไปแตะระดับ 1,900 เหรียญ ถือเป็นการทำจุดสูงสุดตลอดกาล และหลังจากนั้นก็เริ่มอ่อนตัวลงตามลำดับ

จะเห็นว่าขาขึ้นของทองคำในช่วงกว่า 12 ปี นั้นมีแรงหนุนตามช่วงจังหวะของตลาด แต่ที่ผ่านมาไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดที่จะอยู่ในขาขึ้นได้ตลอดไปจึงถือเป็นเรื่องธรรมดาครับที่ทองคำจะมีการอ่อนตัวลงบ้าง ดังนั้นนักลงทุนต้องทำความเข้าใจและปรับตัวให้เหมาะกับสถานการณ์
 

โดย กมลธัญ พรไพศาลวิจิต

ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด

 
 

Page 1 of 8