Abenomics สะท้อน Keynesian never die



ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน
ท่ามกลางกระแสตลาดทุนที่ร้อนแรง หลายตลาดทำสถิติสูงสุดใหม่แทบจะทุกวันที่เปิดทำการ
แต่ที่ตลาดที่น่าจับตาที่สุดคงไม่มีตลาดหุ้นที่ใดเกินญี่ปุ่น เพียงกว่า 5
เดือนแรกของปีดัชนี Nikkei
225 Index ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 47% เทียบดัชนีปิดในช่วงปลายปี พ.ศ. 2555
เรียกว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยดูเล็กน้อยไปเลย
แม้ตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกันก็ปรับตัวขึ้นกว่า 15% การปรับตัวขึ้นของตลาดทุนเป็นผลมาจากหลายสาเหตุด้วยกันครับ
แต่ที่ดูจะส่งผลค่อนข้างมากคือมาตการทางการเงินแบบผ่อนคลายซึ่งประเทศพัฒนาเดินหน้าทำกันอย่างต่อเนื่อง
เรียกได้ว่างัดกันทุกเครื่องมือที่มี เท่าที่คิดได้ออกมาใช้กันอย่างกว้างขวาง
ซึ่งเชื่อว่าหลายท่านคงจะได้ยินคำศัพท์ใหม่ ๆ
จำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น Quantitative easing,
Operation twist, Long-term refinancing operation ฯลฯ
ส่วนคำที่ผมจะขยายความในวันนี้คือคำว่า Abenomics ซึ่งไม่ได้เป็นตัวมาตรการแต่อย่างใดแต่เป็นคำเรียกนโยบายในการฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งนำเสนอโดยนายชินโซะ
อาเบะ จึงเรียกว่า Abe-nomics แนวนโยบายนี้ประกอบไปด้วยส่วนย่อย
ๆ หลายส่วนครับขอขยายความดังนี้

Credit: http://img.scoop.it
หลายท่านที่คิดว่า Abenomics
หมายถึงการอัดฉีดเงินเข้าซื้อพันธบัตรคล้าย ๆ กับ QE ของ FED
เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วกลับมีรายละเอียดมากกว่านั้น
โดยอาจจะแบ่งเป็นได้สามส่วนหลักดังนี้ ประการแรกคือการเพิ่มฐานเงิน
หรือเพิ่มปริมาณเงินในระบบนั่นเอง
โดยจะเป็นการเพิ่มอย่างไม่จำกัดจำนวนเพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ซึ่งญี่ปุ่นประสบภาวะเงินฝืดมานานกว่า 20 ปี
(มาตรการนี้เริ่มใช้เมษายนที่ผ่านมา)
รูปแบบการดำเนินนโยบายแบบนี้ก็คือการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินนั่นเอง
ซึ่งญี่ปุ่นมีทางเลือกในการนำเครื่องมือทางการเงินอื่นมาใช้อย่างจำกัด
กล่าวคืออัตราดอกเบี้ยซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางการเงินหนึ่งปัจจุบันก็อยู่ในระดับใกล้ศูนย์
ขณะอัตราผลตอบแทนในตลาดก็ถือว่าต่ำมากอยู่แล้ว
ประการที่สองคือการทุ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจที่วัดการเติบโตจาก
GDP ประกอบด้วยสี่ส่วนหลัก คือ การบริโภค (consumption)
การลงทุน (investment) นำเข้า – ส่งออก สุทธิ์ (import – export) และ
การใช้จ่ายภาครัฐ (government spending) ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง
การลงทุนต่ำ การบริโภคไม่เติบโต การกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสิ่งที่จำเป็น
(แนวคิด Keynesian)
นอกจากสองวิธีที่ใช้ร่วมกันด้านบนแล้ว
นโยบายของนายอาเบะยังเน้นที่จะกระตุ้นภาคเอกชนให้เกิดการลงทุนโดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประชาสัมพันธ์ให้
รวมถึงการผลักดันค่าตอบแทนพนักงานให้สูงขึ้น เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มตัว
และที่สำคัญผลที่เกิดขึ้นก็เป็นไปอย่างที่ต้องการ
โดยค่าเงินเยนมีการอ่อนค่าลงอย่างมากหลังใช้มาตรการแน่นอนว่าการส่งออกก็ฟื้นตัว
แม้จะมีผลกระทบจากต้นทุนที่นำเข้าแต่โดยรวมถือว่าให้ผลเชิงบวกกับเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า GDP ในไตรมาสหนึ่งของญี่ปุ่นเติบโต 0.9% ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจสูงขึ้น กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
ตลาดหุ้นบวกสดใส ถ้าวัดผลความสำเร็จในระยะสั้นถือว่า Abenomics ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ในระยะยาวอาจจะต้องวัดผลกัน
อย่างไรก็ดีความสำเร็จที่เกิดขึ้นจาก Abenomics
อาจจะเป็นการสะท้อนว่าวิถีทางแบบ Keynesian
ที่กล่าวว่ารัฐควรแทรกแซงเศรษฐกิจในยามที่กำลังประสบปัญหาอาจจะยังคงเป็นแนวคิดที่ไม่เก่าจนไป
แม้จะมีการวิพากถึงผลที่ตามมา ขณะที่การประชุม G7 ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีชาติใดทัดทานญี่ปุ่นถึงการผ่อนคลายนโยบายขนาดใหญ่ที่ทำให้ญี่ปุ่นได้เปรียบเรื่องค่าเงินเลย
นั่นอาจจะหมายความว่าแนวคิดนี้อาจจะยังถูกนำมาใช้ต่อไปในชาติพัฒนาหรือไม่
ล่าสุดมีการกล่าวว่าควรหรือไม่ที่ยูโรโซนจะเปลี่ยนนโยบายรัดเข็มขัดมาใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่ญี่ปุ่นทำเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ
ลองคิดภาพว่าเป็นเช่นนั้นจริงเราคงเห็นสภาพคล่องอีกจำนวนมากไหลเข้าสู่เศรษฐกิจโลก
ราคาหุ้นที่หลายท่านกล่าวว่าแพงในเวลานี้ก็อาจจะทุบสถิติกันต่อไป
ส่วนคำถามว่าราคาทองคำนั้นจะได้รับผลกระทบในแง่มุมใด
ทั้ง ๆที่ ในช่วงกว่า 4 ปี
ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวขึ้นเมื่อมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะ QE ของสหรัฐฯ
แต่ครั้งนี้อาจจะต่างไปครับ เนื่องจากตลาดทุนดูจะได้รับอนิสงค์แรงกว่า
นั้นหมายความว่าโอกาสจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้นน่าจะมีมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์
ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น (หรือถ้ายูโรโซนทำในอนาคต)
จะทำให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นในเชิงเปรียบเทียบ
ก็จะเป็นผลที่ไม่ดีนักกับราคาทองคำ วันนี้ลากันไปก่อนครับ
โดย กมลธัญ พรไพศาลวิจิต
ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท จีที เวลธ์
แมเนจเมนท์ จำกัด