

สวัสดีครับ ช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินเรื่องการจบรอบขาขึ้น 12 ปี ของราคาทองคำ มีการคาดการณ์กันว่าราคาจะเข้าสู่ช่วงขาลง และอาจจะซบเซากันไปพักใหญ่ ซึ่งในประเด็นหลังผมว่าเราคงต้องรอดูกันว่าจะพักตัวยาวนานเพียงใด แต่สิ่งที่เป็นเรื่องจริงคือราคาทองคำอยู่ในช่วงขาขึ้นมากว่า 12 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ซึ่งสมัยนั้นราคาทองคำอยู่ประมาณบาทละ5,000 กว่าบาท ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกเคลื่อนไหวใกล้ 250-300 เหรียญต่อออนซ์ 12 ปีหลังจากนั้นราคาทองคำมีผลตอบแทนเป็นบวกติดต่อกันมากน้อยต่างกรรมต่างวาระ แต่เรียกได้ว่าถือไว้ยังไงก็ได้กำไร โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดในเดือนกันยายน ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554) ที่ประมาณ 1,920 เหรียญต่อออนซ์ หรือประมาณ 28,850 (เทียบราคาขายออก) หรือเมื่อคำนวณเป็นผลตอบแทนในช่วง 12 ปี สูงถึงประมาณ 477% ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตลาดทองคำคึกคักเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ทีเดียว ดังนั้นวันนี้ผมจึงขอย้อนอดีตเพื่อให้เราเข้าใจการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วง 12 ปี โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ ๆ ดังนี้ครับ
ช่วงที่ 2 ตื่นตระหนกหลังวิกฤติ หลังวิกฤติ Subprime ในปี ค.ศ. 2008 ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงอย่างมากเทียบสกุลเงินหลักขณะที่ FED ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FED Fund rate) ถูกลดลงอีกครั้งสู่ระดับต่ำสุด 0.25% นอกจากนี้เพื่อให้เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว FED ออกนโยบายเพิ่มสภาพคล่องหรือมาตรการ QE1, 2 และล่าสุด 3-4 ทำให้ปริมาณเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ในระบบเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อวัดจาก M2 มีการปรับขึ้นสูงกว่า 10 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ขณะงบดุลของ FED สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์มากกว่า 3 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ จากนโยบายการเงินเช่นนี้ถือเป็นการกระตุ้นราคาทองคำอย่างมาก ประกอบกับการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงภาวะที่ตลาดอื่นซบเซา จะเห็นว่าหลังวิกฤติตลาดหุ้นสหรัฐฯ อ่อนตัวลงอย่างมากสวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ในช่วงปี ค.ศ. 2009 – 2012 เป็นช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นเร็วที่สุด จากช่วงต้นปี ค.ศ. 2008 ราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 1,000 เหรียญ กลับขึ้นมาเคลื่อนไหวสูงกว่า 1,300 เหรียญ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2011และเพียงไม่กี่เดือนก็ขึ้นไปแตะระดับ 1,900 เหรียญ ถือเป็นการทำจุดสูงสุดตลอดกาล และหลังจากนั้นก็เริ่มอ่อนตัวลงตามลำดับ
โดย กมลธัญ พรไพศาลวิจิต
ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด
ด้านเงินค่าเงินบาทเมื่อเทียบจากต้นปีแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 1.95 บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.3% จากใกล้ระดับ 30.60 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ มาใกล้ระดับ 28.65 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ และลงไปทำจุดต่ำสุดแถว 28.55 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยถ้าเทียบผลกระทบที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำ ในกรณีที่ราคาทองคำในตลาดโลกคงที่ US$1,500 ต่อออนซ์ ราคาทองคำในประเทศจะลดลงประมาณ 1,390 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ (ราคาทองคำในประเทศลดลงตั้งแต่ช่วงต้นปีประมาณ 4,900 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ (เทียบราคาทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5%) โดยการแข็งค่าของค่าเงินบาทถือว่าเป็นไปตามภูมิภาคเนื่องจากสภาพคล่องที่ล้นตลาดอยู่ในปัจจุบันจากนโยบายการเพิ่มสภาพคล่องของธนาคารกลางขนาดใหญ่โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกอบกับความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก กล่าวคือชาติพัฒนาอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เติบโตได้ดี ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นในเชิงเปรียบเทียบ สำหรับประเทศไทยนั้นการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติกลับมากองกันที่ตลาดตราสารหนี้สะท้อนให้เห็นการเก็งกำไรจากผลตอบแทนส่วนต่างและค่าเงิน ขณะที่บางส่วนไหลเข้าตลาดหุ้นเพื่อเก็งกำไรในตราสารทุน ตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจคือในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปมีการปรับลดลงทั้งที่ช่วงก่อนมีการซื้อเข้ามาในตราสารหนี้ระยะสั้น ประเด็นอาจจะเป็นการเก็งกำไรจากการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจะมีการปรับลดลงในอนาคต อย่างไรก็ดีเมื่อมองจากบริบททางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันก็ยังเอื้อให้เงินทุนไหลเข้าจากแรงจูงในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะมาจากนโยบายรัฐ การลงทุน รวมถึงการบริโภคจึงอาจจะกล่าวได้ว่าค่าเงินบาทก็ถือเป็นปัจจัยที่ต้องระมัดระวังไม่ต่างทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก
โดย กมลธัญ พรไพศาลวิจิต

โดย กมลธัญ พรไพศาลวิจิต
ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท จีที เวลธ์
แมเนจเมนท์ จำกัด
Page 1 of 4